รถยนต์

เข้าชมรายละเอียดของสินค้ารถยนต์ตามพระราชบัญญัติอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 คลิกที่นี่

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสินค้ารถยนต์

ความหมายตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ตอนที่ 5

รถยนต์นั่ง
รถยนต์โดยสาร
รถยนต์กระบะ
  • รถยนต์ หมายความว่า รถที่มีล้อตั้งแต่สามล้อและเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์กำลังไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น แต่ไม่รวมถึงรถที่เดินบนราง รถจักรยานยนต์มีพ่วงข้างไม่เกินหนึ่งล้อ และรถยนต์ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบก

ษา

  • รถยนต์นั่ง หมายความว่า รถเก๋งหรือรถยนต์ที่ออกแบบสำหรับเพื่อใช้นั่งเป็นปกติวิสัย และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น รถยนต์ที่มีหลังคาติดต่อเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะถาวร ด้านข้างและหรือด้านหลังคนขับมีประตูหรือหน้าต่างและมีที่นั่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีที่นั่งเท่าใด
  • รถยนต์โดยสาร หมายความว่า รถตู้หรือรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้ขนส่งคนโดยสารจำนวนมากรวม ทั้งรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน
  • รถยนต์กระบะ หมายความว่า รถยนต์ที่มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับและตอนหลังเป็นกระบะบรรทุกซึ่งเปิดโล่งจนถึงท้ายรถไม่มีหลังคา

ความหมายตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522

  • รถ หมายความว่า ยานพาหนะทุกชนิดที่ใช้ในการขนส่งทางบนซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และหมายความตลอดถึงรถพ่วงของรถนั้นด้วยทั้งนี้ เว้นแต่รถไฟ

ความหมายตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน

  • รถยนต์ หมายความว่า ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ตามปรกติมี 4 ล้อ มีหลายแบบหลายชนิดเรียกชื่อต่าง ๆ กันตามความมุ่งหมายที่ใช้เป็นต้น เช่น รถเก๋งรถบรรทุก รถโดยสาร หรือ รถที่มีล้อตั้งแต่ 3 ล้อ และเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นยกเว้นที่เดินบนราง

คุณลักษณะรถยนต์

คุณลักษณะรถยนต์
ลำดับที่ คุณลักษณะสินค้า ความหมาย
1 น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุก (กก.) น้ำหนักของรถรวมกับปริมาณน้ำหนักของสิ่งของสูงสุดที่สามารถบรรทุกได้
2 หมายเลขเครื่องยนต์ หมายเลขเครื่องยนต์ของรถยนต์ ส่วนมากแสดงอยู่บริเวณด้านข้างของเครื่องยนต์
3 ขนาดความจุกระบอกสูบ ขนาดความจุกระบอกสูบของเครื่องยนต์ของรถยนต์ มีหน่วยวัดเป็น ซี.ซี. (CC) หรือเรียกว่าปริมาตรกระบอกสูบ
4 ประเภทของเครื่องยนต์ ประเภท หรือชนิดของเครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ เช่น เบนซิน ดีเซล เป็นต้น
5 เครื่องหมายการค้าหลัก สัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครอง ตาม พรบ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543
6 แรงม้า แรงที่เครื่องยนต์ทำได้สูงสุดที่รอบสูงสุด
7 หมายเลขตัวถัง หมายเลขประจำตัวถังของรถยนต์ หมายเลขตัวถังของรถยนต์ส่วนมากสามารถดูได้บริเวณใต้พรมฝั่งคนขับ
8 จำนวนที่นั่ง จำนวนที่นั่งภายในรถยนต์ของผู้โดยสารรวมคนขับ
9 ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุหรือไม่ (ระบบ Active Safety) ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด
10 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ หน่วยเป็น กรัม/ กิโลเมตร
11 ดัดแปลงโดยผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือไม่ กรณีดัดแปลงรถยนต์โดยไม่ใช่

ผู้ประกอบอุตสาหกรรม คุณสมบัติจะเป็น “ไม่” หากดัดแปลงโดยผู้ประกอบอุตสาหกรรม คุณสมบัติจะเป็น “ใช่”

12 รุ่น รุ่นโมเดลรถยนต์ของบริษัทผู้ผลิต
13 ร้อยละของปริมาณเชื้อเพลิงประเภทเอทานอลที่ใช้ ปริมาณเอทานอลของน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงประเภท E20

มีร้อยละปริมาณเชื้อเพลิงประเภทเอทานอล 20 เบนซินร้อยละ 80

14 เครื่องหมายการค้ารอง สัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตาม พรบ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543
15 ราคาขายปลีกแนะนำ ราคาขายปลีกแนะนำที่ผู้ประกอบ

อุตสาหกรรมผู้นำเข้า กำหนดให้เป็นราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไปรายสุดท้ายโดยสุจริตและเปิดเผยในตลาดปกติ โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้ที่องค์กรของรัฐบาลเสียแทนผู้ขายสินค้าตามประมวลรัษฎากร และภาษีของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

16 สี สีของรถยนต์

กฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์ในปัจจุบัน มีดังต่อไปนี้

พิกัดภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์

ประเภทที่ รายการ อัตราภาษีที่ใช้ในการจัดเก็บตามมูลค่าร้อยละ ลดลงเหลือ/ยกเว้น ตามมูลค่าร้อยละ
ตอนที่ 5 รถยนต์
05.01 รถยนต์นั่ง
05.01 (1) (1) รถยนต์นั่ง
05.01 (1) (1.1) (1.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตร และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 30
05.01 (1) (1.2) (1.2) ที่ความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 35
05.01 (1) (1.3) (1.3) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัม/ กิโลเมตร 50 40
05.01 (1) (1.4) (1.4) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50
05.01 (2) (2) รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Pick-up Passenger Vehicle:PPV) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีประกาศกำหนด
05.01 (2) (2.1) (2.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 25
05.01 (2) (2.2) (2.2) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 30
05.01 (2) (2.3) (2.3) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50
05.01 (3) (3) รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (Double Cab) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีประกาศกำหนด
05.01 (3) (3.1) (3.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 12
05.01 (3) (3.2) (3.2) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 35
05.01 (3) (3.3) (3.3) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50
05.01 (4) (4) รถยนต์นั่งตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีประกาศกำหนด ที่ผลิตจากรถยนต์กระบะหรือแชสซีส์และกระจกบังลมหน้า (Chassis with Windshield) ของรถยนต์กระบะหรือดัดแปลงจากรถยนต์กระบะ
05.01 (4) (4.1) (4.1) ที่ผลิตหรือดัดแปลงโดยผู้ประกอบอุตสาหกรรม ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
05.01 (4) (4.1) (4.1.1) (4.1.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 3
05.01 (4) (4.1) (4.1.2) (4.1.2) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50
05.01 (4) (4.2) (4.2) ที่ดัดแปลงโดยผู้ดัดแปลงตามมาตรา 144 ตรี ซึ่งเสียภาษีตามมาตรา 144 เบญจ 50 อัตราภาษีตาม (1) รถยนต์นั่ง (1.1-1.4)
05.02 รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน
05.02 (1) (1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตร 50 30
05.02 (2) (2) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 35
05.02 (3) (3) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัม/ กิโลเมตร 50 40
05.02 (4) (4) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50
05.01 และ 05.02 รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน
05.01 และ 05.02 (1) (1) ที่ใช้เป็นรถพยาบาลของส่วนราชการโรงพยาบาลหรือองค์การสาธารณกุศลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และจำนวนที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 ยกเว้นภาษี
05.01 และ 05.02 (2) (2) ประเภทประหยัดพลังงาน
05.01 และ 05.02 (2) (2.1) (2.1) แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle) ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
05.01 และ 05.02 (2) (2.1) (2.1.1) (2.1.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกินเกิน 100 กรัม/กิโลเมตร และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 10
05.01 และ 05.02 (2) (2.1) (2.1.2) (2.1.2) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 100 กรัม/ กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กิโลเมตร 50 20
05.01 และ 05.02 (2) (2.1) (2.1.3) (2.1.3) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 25
05.01 และ 05.02 (2) (2.1) (2.1.4) (2.1.4) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัม/ กิโลเมตร 50 30
05.01 และ 05.02 (2) (2.1) (2.1.5) (2.1.5) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50
05.01 และ 05.02 (2) (2.2) (2.2) แบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) 50 10
05.01 และ 05.02 (2) (2.3) (2.3) แบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Powered Vehicle) 50 10
05.01 และ 05.02 (2) (2.4) (2.4) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ที่อธิบดีประกาศกำหนด
05.01 และ 05.02 (2) (2.4) (2.4.1) (2.4.1) เครื่องยนต์เบนซิน ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 17
05.01 และ 05.02 (2) (2.4) (2.4.2) (2.4.2) เครื่องยนต์ดีเซล ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 17
05.01 และ 05.02 (2) (2.4) (2.4.3) (2.4.3) เครื่องยนต์เบนซิน ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ลูกบาศก์เซนติเมตรและมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม/ กิโลเมตร และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 14
05.01 และ 05.02 (2) (2.4) (2.4.4) (2.4.4) เครื่องยนต์ดีเซล ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,400 ลูกบาศก์เซนติเมตรและมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม/ กิโลเมตร และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 14
05.01 และ 05.02 (2) (2.4) (2.4.5) (2.4.5) เครื่องยนต์เบนซิน ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 1,300 ลูกบาศก์เซนติเมตรที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 เป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม/ กิโลเมตรและต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 12
05.01 และ 05.02 (3) (3) ประเภทใช้เชื้อเพลิงทดแทน ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตรตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีประกาศกำหนด
05.01 และ 05.02 (3) (3.1) (3.1) ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทเอทานอลไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 เป็นส่วนผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้
05.01 และ 05.02 (3) (3.1) (3.1.1) (3.1.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตรและต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 25
05.01 และ 05.02 (3) (3.1) (3.1.2) (3.1.2) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 30
05.01 และ 05.02 (3) (3.1) (3.1.3) (3.1.3) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 35
05.01 และ 05.02 (3) (3.1) (3.1.4) (3.1.4) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50
05.01 และ 05.02 (3) (3.2) (3.2) ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทก๊าซธรรมชาติได้
05.01 และ 05.02 (3) (3.2) (3.2.1) (3.2.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตร และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยประเภทระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่อธิบดีประกาศกำหนด 50 25
05.01 และ 05.02 (3) (3.2) (3.2.2) (3.2.2) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 150 กรัม/ กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 30
05.01 และ 05.02 (3) (3.2) (3.2.3) (3.2.3) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัม/ กิโลเมตร 50 35
05.01 และ 05.02 (3) (3.2) (3.2.4) (3.2.4) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50
05.01 และ 05.02 (4) (4) รถยนต์นั่งสามล้อและรถยนต์นั่งที่ผลิตขึ้นโดยใช้เครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร
05.01 และ 05.02 (4) (4.1) (4.1) รถยนต์นั่งสามล้อ 50 5
05.01 และ 05.02 (4) (4.2) (4.2) รถยนต์นั่งที่ผลิตขึ้นโดยใช้เครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 5
05.90 รถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กิโลกรัม
05.90 (1) (1) ที่ไม่มีพื้นที่ใส่สัมภาระด้านหลังที่นั่งคนขับ (No Cab) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีประกาศกำหนด
05.90 (1) (1.1) (1.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัม/กิโลเมตร 50 3
05.90 (2) (2) ที่มีพื้นที่ใส่สัมภาระด้านหลังที่นั่งคนขับ (Space Cab) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีประกาศกำหนด
05.90 (2) (2.1) (2.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 200 กรัม/ กิโลเมตร 50 5
05.90 (2) (2.2) (2.2) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัม/ กิโลเมตร 50 7
05.90 (3) (3) อื่นๆนอกจาก (1) และ (2)
05.90 (3) (3.1) (3.1) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 18
05.90 (3) (3.2) (3.2) ที่มีความจุของกระบอกสูบเกิน 3,250 ลูกบาศก์เซนติเมตร 50 50

บริการค้นหาพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์

ระบบค้นหาพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์ เป็นบริการของกรมสรรพสามิตที่ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไป ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพิกัดอัตราอัตราภาษีของสินค้ารถยนต์ โดยระบบจะค้นหาพิกัดอัตราอัตราภาษีที่ตรงกับคุณสมบัติของสินค้าที่ผู้ใช้ระบุ พร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น อัตราภาษีตามปริมาณ อัตราภาษีตามมูลค่า และโปรแกรมช่วยคำนวณภาษีสรรพสามิตที่พึงชำระของสินค้า

แบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องและวิธีการกรอกข้อมูล

หมายเลขแบบ ชื่อแบบ ดาวน์โหลด Pdf-icon.png
ภษ.01-04 คำขอจดทะเบียนสรรพสามิต
ภษ.01-05 คำขอรับใบแทนใบทะเบียนสรรพสามิต
ภษ.01-12 แบบรายงานภาษี
ภษ.01-12ข คำขอชำระภาษีสรรพสามิตในกรณีดัดแปลงรถยนต์
ภษ.01-15 คำขอชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน
ภษ.01-28 คำขอยกเว้นหรือคืนภาษี สำหรับสินค้าที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร หรือนำเข้าไปในเขตปลอดอากร
ภษ.01-28/1 แบบคำขอยกเว้น สำหรับสินค้าที่ส่งออกนอกราชอาณาจักรหรือนำเข้าไปในเขตปลอดอากร โดยจะนำไปเก็บพักไว้ที่สถานที่เก็บสินค้า
ภษ.01-29 แบบรายการวัตุดิบหรือส่วนประกอบในการผลิตสินค้า ที่จะขอลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
ภษ.01-29/1ง แบบงบเดือนแสดงรายการเกี่ยวกับสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี
ภษ.01-35 คำขอยกเว้นหรือคืนภาษี
ภษ.01-42 งบเดือนแสดงรายการเกี่ยวกับวัตถุดิบ การผลิต การจำหน่ายและยอดคงเหลือสินค้า
ภษ.01-44 แบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม

การคำนวณภาษี

เนื่องจาก ภาษีสรรพสามิต = มูลค่า x อัตราภาษีสรรพสามิต ดังนั้น ความหมาย มูลค่า ตาม ม.8 ในกรณีต่างๆ ตามกฎหมายจึงสรุปได้ดังนี้

กรณีสินค้าผลิตในราชอาณาจักร ม.8(1)

วิธีการคำนวณภาษีที่ผลิตในราชอาณาจักร ม.8(1)

ม.8(1) การเสียภาษีตามมูลค่า ให้ถือมูลค่าตามราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม โดยรวมภาษีสรรพสามิตที่พึงต้องชำระ
ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม หมายถึง ต้นทุน + กำไร โดยที่ไม่รวมภาษี
มูลค่า = ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเพื่อมหาดไทย
ภาษีสรรพสามิต = มูลค่า x อัตราภาษี
ดังนั้น ภาษีสรรพสามิต = (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเพื่อมหาดไทย) x อัตราภาษีสรรพสามิต    

โดย มูลค่า คือ ราคาขายที่รวมภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยที่พึงต้องชำระ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า มูลค่า คือ ราคาที่รวมภาระภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว ซึ่งจะเป็นราคาขายก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเอง

แต่ถ้ายังไม่ทราบราคาดังกล่าวหรือราคาขาย ซึ่งจะพบในกรณีผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายใหม่หรือจะเริ่มผลิตสินค้าใหม่ ที่ยังไม่สามารถตั้งราคาที่รวมภาษีที่พึงต้องชำระ แต่ทราบแต่ราคาที่ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิตพึงต้องชำระ (คือต้นทุน + กำไร เท่านั้น) สามารถคำนวณภาษีสรรพสามิตได้จากสูตร

สูตร	ภาษีสรรพสามิต	= (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่ยังไม่รวมภาษี × อัตราภาษีสรรพสามิต)/(1-(1.1 × อัตราภาษีสรรพสามิต))

ดังนั้น หากทราบราคาขายสุทธิที่รวม VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) แล้ว สามารถใช้ราคาดังกล่าว หัก VAT ออก ซึ่งเป็นราคาที่รวมถึงภาระภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว ฉะนั้น จึงสามารถคำนวณภาษีสรรพสามิตได้ ดังนี้ ภาษีสรรพสามิต = มูลค่า X อัตราภาษีสรรพสามิต


หากยังไม่ทราบค่าภาษีสรรพสามิต แล้วจะคำนวณค่าภาษีได้อย่างไร ?

สูตรได้จากการแก้สมการเพื่อคำนวณค่าภาษีสรรพสามิต ดังนี้

	ภาษีสรรพสามิต = มูลค่า x อัตราภาษี

ภาษีสรรพสามิต = (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเพื่อมหาดไทย) x อัตราภาษีสรรพสามิต

สมมุติสัญลักษ์ ภาษีสรรพสามิต = T , ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม = A , อัตราภาษี = R

แทนค่า

T = (A + T + 10%T) x R
T = (A + T + 0.1T) x R
T = (A + 1.1T)R
T = AR + 1.1TR
T - 1.1TR = AR
T(1 - 1.1R) = AR
T = AR/(1-1.1R)

ดังนั้น แทนค่าสัญลักษณ์ได้ดังนี้ ภาษีสรรพสามิต = (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม × อัตราภาษี)/(1-(1.1 × อัตราภาษี)) จึงได้สูตรการคำนวณภาษี สำหรับกรณีที่ยังไม่ทราบมูลค่า ซึ่งทราบแต่ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (ต้นทุน + กำไร) ที่ยังไม่รวมภาระภาษี จะคำนวณหาค่าภาษีสรรพสามิต ได้ดังนี้

สูตร  ภาษีสรรพสามิต		= (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม × อัตราภาษี)/(1-(1.1  × อัตราภาษี))

กรณีสินค้านำเข้า ม.8(3) วิธีการคำนวณภาษีกรณีสินค้านำเข้า ม.8(3)

มูลค่า = ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า + อากรขาเข้า + ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน + ภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดใน พ.ร.ฎ. แต่ไม่รวมถึง VAT + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเพื่อมหาดไทย

ดังนั้น ภาษีสรรพสามิต = (มูลค่า ดังกล่าว) x อัตราภาษีสรรพสามิต โดยสามารถแก้สมการในทำนองเดียวกับกรณีสินค้าผลิตในราชอาณาจักร จึงได้สูตรการคำนวณภาษีสรรพสามิต ดังนี้

สูตร	 ภาษีสรรพสามิต	= ((C.I.F + อากรขาเข้า + ค่าธรรมเนียมอื่นไม่รวม VAT)× อัตราภาษีสรรพสามิต)/(1- (1.1 × อัตราภาษีสรรพสามิต) )

การคำนวณภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า การคำนวณภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า กรณีสินค้าผลิตในราชอาณาจักร

ภาษีสรรพสามิต 		= 	มูลค่า x อัตราภาษีสรรพสามิต
           หรือ 	ภาษีสรรพสามิต		=	(ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม × อัตราภาษีสรรพสามิต)/(1-(1.1 × อัตราภาษีสรรพสามิต))

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

กรณีทราบราคาขายสุทธิ

บริษัท มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตรถยนต์ออกจากโรงอุตสาหกรรมเป็นรถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบ 2,200 ซี.ซี. 200 แรงม้า จำนวน 5 คัน ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (รวมภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อกระทรวงมหาดไทย) ชิ้นละ 1,750,000 บาท อัตราภาษีสรรพสามิตตามมูลค่าร้อยละ 35

วิธีการคำนวณ

ภาษีสรรพสามิต  = มูลค่า x อัตราภาษี
                      = (5 x 1,750,000) x 35/100
                      = 3,062,500 บาท

จะต้องชำระภาษีสรรพสามิต = 3,062,500 บาท พร้อมด้วยภาษีเก็บเพิ่มเพื่อกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 10 ของค่าภาษี = 306,250 บาท รวมภาษีต้องชำระ = 3,368,750 บาท

กรณียังไม่ทราบราคาขายสุทธิ

รถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบ 2,200 ซี.ซี. 200 แรงม้า จำนวน 5 คัน ราคาคันละ 1,750,000 บาท (ราคาต้นทุน + กำไรที่ยังไม่ได้รวมภาษีสรรพสามิต) อัตราภาษีสรรพสามิตตามูลค่าร้อยละ 35

วิธีการคำนวณ

ภาษีสรรพสามิต  = (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม x อัตราภาษี)/(1-(1.1 x อัตราภาษี))
                      = ((5 x 1,750,000) x 0.35)/(1-(1.1 x 0.35))
                      = 4,979,674.79 บาท

จะต้องชำระภาษีสรรพสามิต = 4,979,674.79 พร้อมด้วยภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยร้อยละ 10 ของภาษี = 497,967.47 บาท รวมภาษีต้องชำระ = 5,477,642.26 บาท

กรณีนำเข้าจากต่างประเทศ

บริษัท มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้ารถยนต์นั่ง ขนาดความจุกระบอกสูบ 3,400 ซี.ซี. 198 แรงม้า จำนวน 5 คัน ขนาดความจุกระบอกสูบ ราคา ซี.ไอ.เอฟ. 607,914.42 บาท (คือ ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง + ค่าประกันภัย) อากรขาเข้า 486,331.54 บาท อากรพิเศษ 48,633.10 บาท และอัตราภาษีสรรพสามิตตามูลค่าร้อยละ 50

วิธีการคำนวณ

ภาษีสรรพสามิต   = ((C.I.F. + อากรขาเข้า + ภาษีค่าธรรมเนียมอื่นไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม) x อัตราภาษี) / (1-(1.1 x อัตราภาษี))
                       = ((607,914.42 + 486,331.54 + 48,633.10) x 0.50)  x (1-(1.1 x 50/100))
                       = 30,663,203.32 / 0.45
                       = 13,798,441.49 บาท

จะต้องชำระภาษีสรรพสามิต = 13,798,441.49 บาท พร้อมด้วยภาษีเพื่อกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 10 ของค่าภาษี = 1,379,844.14 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระ = 15,178,285.63 บาท

พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ สินค้ารถยนต์

เนื่องจากการนำเข้า/ส่งออกสินค้ารถยนต์ จำเป็นที่จะต้องดำเนินการผ่านกรมศุลกากร ดังนั้นเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสามารถระบุพิกัดศุลกากร สำหรับการแจ้งขออนุญาตหรือชำระภาษีผ่านศุลกากรได้ จึงได้จับคู่พิกัดภาษีสรรพสามิตกับพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์​ สำหรับสินค้ารถยนต์ ดังนี้

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 28 เมษายน 2560 เวลา 03:59