ผลต่างระหว่างรุ่นของ "การชำระภาษีสรรพสามิต"

จาก สารานุกรมสรรพสามิต
ข้ามไปยัง: นำทาง, ค้นหา
 
แถว 76: แถว 76:
 
|}
 
|}
  
*ดูเอกสารแบบรายการภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 48 [http://taxclinic.mof.go.th/upload/iblock/9df/9df97cb3133885948393f4420ada23dd.pdf แบบ ภษ.01-12ก]
+
*ดูเอกสารแบบรายการภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 48
*ดูเอกสารแบบรายการภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 48(2) [http://taxclinic.mof.go.th/upload/iblock/001/001bd2d9978fc0a9d1fd220f62dd442d.pdf แบบ ภษ.01-12]
+
[http://taxclinic.mof.go.th/upload/iblock/001/001bd2d9978fc0a9d1fd220f62dd442d.pdf แบบ ภษ.01-12]
 +
*ดูเอกสารแบบรายการภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 48(2)
 +
[http://taxclinic.mof.go.th/upload/iblock/9df/9df97cb3133885948393f4420ada23dd.pdf แบบ ภษ.01-12ก]

รุ่นปัจจุบัน เมื่อ 07:23, 27 กรกฎาคม 2558

1. การขยายเวลาชำระภาษี

  • กรณีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ห้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษี ภายใน 10 วันนับแต่วันที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ในกรณีดังต่อไปนี้
    • กรณีความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษี เกิดขึ้นในเวลานำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน
    • กรณีความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดพร้อมความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • กรณีเมื่อความรับผิดเกิดพร้อมกับความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษี ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ได้แก่สินค้าดังนี้
    • เครื่องไฟฟ้านอกจากเครื่องปรับอากาศ
    • แก้วและเครื่องแก้ว
    • รถยนต์
    • เรือ
    • ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและเครื่องสำอาง
  • สินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมอาจขอชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยมีหลักประกันดังนี้ ให้สินค้าดังต่อไปนี้เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมอาจขอชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยมีหลักประกันได้ ได้แก่
    • เครื่องดื่มที่ทำหรือบรรจุหรือได้จากเครื่องขายเครื่องดื่ม
    • เครื่องไฟฟ้า นอกจากเครื่องปรับอากาศ
    • แก้วและเครื่องแก้ว
    • รถยนต์
    • เรือ
    • ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและเครื่องสำอาง
    • พรมและสิ่งทอปูพื้นอื่นๆ
    • รถจักรยานยนต์
    • หินอ่อนและหินแกรนิต
    • แบตเตอรี่

2. หลักเกณฑ์และวงเงินประกันค่าภาษี ตามประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการภาษี พร้อมกับการชำระภาษีภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยมีหลักประกัน ดังนี้

ผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายใดประสงค์จะยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับการชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนโดยมีหลักประกัน ให้ปฏิบัติ ดังนี้

  • ยื่นคำขอตามแบบ ภษ.01-15 ต่ออธิบดี หรือสรรพสามิตพื้นที่
  • วางหลักประกันเป็นเงินสด พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรขององค์การรัฐบาล หนังสือค้ำประกันของธนาคาร โฉนดที่ดิน หรือวางหลักทรัพย์ หรือหลักประกันอื่นที่อธิบดีเห็นชอบ เป็นประกันค่าภาษีสำหรับสินค้าที่จะนำออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนล่วงหน้า 1 เดือน
  • การกำหนดวงเงินประกันค่าภาษี ให้คิดเฉลี่ยจากยอดค่าภาษีในระยะ 6 เดือนที่ล่วงมาแล้ว ในกรณีที่ไม่เคยนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดวงเงินประกันค่าภาษีได้ตามความเหมาะสม และเมื่อครบ 6 เดือนแล้ว ให้ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว
  • กำหนดในระยะประกันค่าภาษีมีเวลา 1 ปี นับแต่วันอนุมัติ
  • อธิบดีมีอำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงวงเงินประกันค่าภาษีได้ตามที่เห็นสมควร

3. สินค้าที่เสียภาษีโดยใช้แสตมป์สรรพสามิต หรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี ได้แก่

  • เครื่องดื่ม เว้นแต่ เครื่องดื่มที่ทำหรือบรรจุหรือได้จากเครื่องขายเครื่องดื่ม
  • เครื่องปรับอากาศ

4. การคำนวณภาษี เนื่องจาก ภาษีสรรพสามิต = มูลค่า x อัตราภาษีสรรพสามิต ดังนั้น ความหมาย มูลค่า ตาม ม.8 ในกรณีต่างๆ ตามกฎหมายจึงสรุปได้ดังนี้

กรณีสินค้าผลิตในราชอาณาจักร ม.8(1)

วิธีการคำนวณภาษีที่ผลิตในราชอาณาจักร ม.8(1)

ม.8(1) การเสียภาษีตามมูลค่า ให้ถือมูลค่าตามราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม โดยรวมภาษีสรรพสามิตที่พึงต้องชำระ
ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม หมายถึง ต้นทุน + กำไร โดยที่ไม่รวมภาษี
มูลค่า = ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเพื่อมหาดไทย
ภาษีสรรพสามิต = มูลค่า x อัตราภาษี
ดังนั้น ภาษีสรรพสามิต = (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเพื่อมหาดไทย) x อัตราภาษีสรรพสามิต    

โดย มูลค่า คือ ราคาขายที่รวมภาษีสรรพสามิตและภาษีเพื่อมหาดไทยที่พึงต้องชำระ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า มูลค่า คือ ราคาที่รวมภาระภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว ซึ่งจะเป็นราคาขายก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเอง

แต่ถ้ายังไม่ทราบราคาดังกล่าวหรือราคาขาย ซึ่งจะพบในกรณีผู้ประกอบอุตสาหกรรมรายใหม่หรือจะเริ่มผลิตสินค้าใหม่ ที่ยังไม่สามารถตั้งราคาที่รวมภาษีที่พึงต้องชำระ แต่ทราบแต่ราคาที่ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิตพึงต้องชำระ (คือต้นทุน + กำไร เท่านั้น) สามารถคำนวณภาษีสรรพสามิตได้จากสูตร

สูตร	ภาษีสรรพสามิต	= (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมที่ยังไม่รวมภาษี × อัตราภาษีสรรพสามิต)/(1-(1.1 × อัตราภาษีสรรพสามิต))

ดังนั้น หากทราบราคาขายสุทธิที่รวม VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) แล้ว สามารถใช้ราคาดังกล่าว หัก VAT ออก ซึ่งเป็นราคาที่รวมถึงภาระภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยแล้ว ฉะนั้น จึงสามารถคำนวณภาษีสรรพสามิตได้ ดังนี้ ภาษีสรรพสามิต = มูลค่า X อัตราภาษีสรรพสามิต


หากยังไม่ทราบค่าภาษีสรรพสามิต แล้วจะคำนวณค่าภาษีได้อย่างไร ?

สูตรได้จากการแก้สมการเพื่อคำนวณค่าภาษีสรรพสามิต ดังนี้

	ภาษีสรรพสามิต = มูลค่า x อัตราภาษี

ภาษีสรรพสามิต = (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเพื่อมหาดไทย) x อัตราภาษีสรรพสามิต

สมมุติสัญลักษ์ ภาษีสรรพสามิต = T , ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม = A , อัตราภาษี = R

แทนค่า

T = (A + T + 10%T) x R
T = (A + T + 0.1T) x R
T = (A + 1.1T)R
T = AR + 1.1TR
T - 1.1TR = AR
T(1 - 1.1R) = AR
T = AR/(1-1.1R)

ดังนั้น แทนค่าสัญลักษณ์ได้ดังนี้ ภาษีสรรพสามิต = (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม × อัตราภาษี)/(1-(1.1 × อัตราภาษี)) จึงได้สูตรการคำนวณภาษี สำหรับกรณีที่ยังไม่ทราบมูลค่า ซึ่งทราบแต่ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (ต้นทุน + กำไร) ที่ยังไม่รวมภาระภาษี จะคำนวณหาค่าภาษีสรรพสามิต ได้ดังนี้

สูตร  ภาษีสรรพสามิต		= (ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม × อัตราภาษี)/(1-(1.1  × อัตราภาษี))

กรณีสินค้านำเข้า ม.8(3) วิธีการคำนวณภาษีกรณีสินค้านำเข้า ม.8(3)

มูลค่า = ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า + อากรขาเข้า + ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน + ภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดใน พ.ร.ฎ. แต่ไม่รวมถึง VAT + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเพื่อมหาดไทย

ดังนั้น ภาษีสรรพสามิต = (มูลค่า ดังกล่าว) x อัตราภาษีสรรพสามิต โดยสามารถแก้สมการในทำนองเดียวกับกรณีสินค้าผลิตในราชอาณาจักร จึงได้สูตรการคำนวณภาษีสรรพสามิต ดังนี้

สูตร	 ภาษีสรรพสามิต	= ((C.I.F + อากรขาเข้า + ค่าธรรมเนียมอื่นไม่รวม VAT)× อัตราภาษีสรรพสามิต)/(1- (1.1 × อัตราภาษีสรรพสามิต) )

การคำนวณภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า การคำนวณภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า กรณีสินค้าผลิตในราชอาณาจักร

ภาษีสรรพสามิต 		= 	มูลค่า x อัตราภาษีสรรพสามิต
           หรือ 	ภาษีสรรพสามิต		=	(ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม × อัตราภาษีสรรพสามิต)/(1-(1.1 × อัตราภาษีสรรพสามิต))

5. การชำระภาษีสถานบริการ

รายการ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ตามกฎหมายปัจจุบัน
1. ผู้มีสิทธิ์ยื่น ผู้ประกอบกิจการสถานบริการ
2. สถานที่ยื่น สำนักงานสรรรพสามิตพื้นที่หรือพื้นที่สาขาแห่งท้องที่ที่สถานบริการนั้นตั้งอยู่
3. ยื่นต่อ เจ้าพนักงานสรรพสามิต
4. อัตราค่าธรรมเนียม ไม่มีอัตราค่าธรรมเนียม
5. แบบคำขอ+เอกสารประกอบ แบบรายการชำระภาษีสรรพสามิต แบบ ภษ.01-12ก พร้อมรายละเอียดสินค้า
6. ผู้มีอำนาจอนุมัติ/อนุญาต เจ้าพนักงานสรรพสามิต
7. ขั้นตอนการดำเนินการ 1.ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิต แบบ ภษ.01-12ก พร้อมรายละเอียดของการบริการ งบเดือนแสดงรายการรายรับของสถานบริการ(ภษ.01-42ก) พร้อมด้วยเงินค่าภาษีที่ต้องชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น

2.การชำระภาษีสามารถชำระด้วย

-เงินสด
-แคชเชียร์เช็ค
-บัตรภาษี
-เช็คประเภท ง. (เช็คที่ผู้มีหน้าที่ชำระเงินผลประโยชน์เป็นผู้สั่งจ่ายและใช้ชำระโดยตรง กรณีนี้ต้องขออนุมัติกรมสรรพสามิตก่อน) 


3.เจ้าพนักงานสรรพสามิตตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและจำนวนเงินภาษีที่นำมาชำระ
4.รับชำระภาษีและออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ชำระภาษี

8. ระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณา 10 นาที/1 แบบรายการ
  • ดูเอกสารแบบรายการภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 48

แบบ ภษ.01-12

  • ดูเอกสารแบบรายการภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 48(2)

แบบ ภษ.01-12ก